แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สูตรและเคล็ดลับสมุนไพรใกล้ตัวหายป่วยด้วยสมุนไพร


แนะนำให้เซฟไว้ด่วน
สูตรและเคล็ดลับสมุนไพรใกล้ตัวหายป่วยด้วยสมุนไพร

สูตรและเคล็ดลับสมุนไพรใกล้ตัวเล่มนี้ ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่า ผู้แก่และหมอพื้นบ้านที่เก็บอำสูตรเอาไว้มานานเพราะไม่ค่อยมีใครสนใจ แต่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคุณค่ามากจึงสืบถามจากท่านทั้งหลายมาเผยแพร่ คงดีกว่าให้ความรู้นี้สูญสลายไปกับวัยและสังขารของท่าน ท่านใดอ่านแล้วช่วยบอกคนอื่นต่อๆไปด้วย คงได้ประโยชน์มากๆ
ใบพลูแก้ปวดท่านคงจะเคยมีอาการปวดเมื่อย เคล็ด ขัด ยอกตามร่างกายหลังจากทำงานมาหนักๆ จะนอนพักก็รู้สึกว่าปวด หยูกยาก็ไม่มีกินถึงมีกินก็กลัวกัดกระเพาะ ลองใช้วิธีนี้ดูสิ ถ้าท่านรู้สึกปวดเมื่อยบริเวณไหน ให้เอาใบพลูไปอังไฟให้ร้อนได้ที่ แล้วเอาไปนาบตรงที่ปวด หายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ
กระชายแก้ลมวิงเวียนอาการวิงเวียนศรีษะนี่ก็เป็นกันมาก ถ้าอาการกำเริบเมื่อไหร่บ้านพลิกไปพลิกมาน่าเวียนหัว แต่เรามีวิธีแก้ไข เอารากกระชายแก่ๆมาล้างให้สะอาดหั่นเป็นแว่นบางๆแล้วตากแห้งเก็บไว้ ให้ท่านชงรากกระชายกับน้ำร้อนแทนใบชา ดื่มเป็นประจำแก้ลมวิงเวียนดีนักแลหรือจะทำยาโด๊ป ก็ให้เอารากกระชายเผาไฟแล้วฝนกับน้ำปูนใส รับรองภรรยาไม่หนีไปไหน
ผักบุ้งดับพิษบุ้งบุ้งคือหนอนชนิดหนึ่งที่ตัวอ้วนๆสั้นๆมีขนรอบตัว อาจจะดูน่ารักอยู่หรอก แต่ถ้าไปถูกตัวมันเมื่อไหร่แสบเข้าไปถึงทรวงแน่นอน เป็นผื่นคันปวดแสบปวดร้อน แต่ก็รักษาไม่ยากให้หาผักบุ้งมา 1 กำมือเด็ดเอาแต่ใบ โขลกให้ละเอียดผสมกับเหล้า 40 ดีกรี ถ้าไม่มีก็เอาเหล้าอะไรก็ได้ ใส่ให้พอแฉะๆแล้วเอามาทาตรงที่คัน สักพักอาการคันจะหายทันที
เปลือกกล้วยแก้ผื่นแพ้ลมพิษเวลามดกัดแมลงต่อยหรือเป็นลมพิษ จะรู้สึกคันมากๆยิ่งเกาก็ยิ่งคัน บางทีเกาจนถลอกปอกเปิกไปเลยก็มี ลองใช้เปลือกกล้วยดูสิหายปลิดทิ้งภายในหนึ่งนาทีเลย เอาเปลือกกล้วยโดยเฉพาะกล้วยน้ำว้าดีที่สุด เอาด้านในของเปลือกกล้วยสุกมาทาตรงบริเวณที่มีผื่นคัน รับรองหายปลิดทิ้ง
ใบพลูห้ามเลือดกำเดาเลือดกำเดาหมายถึงเลือดที่ไหลออกจากรูจมูกเท่านั้นถ้านอกเหนือจากรูจมูกไม่เรียกว่าเลือดกำเดา ซึ่งอาจจะออกด้วยสาเหตุหลายประการเช่นถูกภรรยาตบเวลากลับบ้านดึกๆ มีวิธีห้ามเลือดกำเดาง่ายๆ ให้เอาใบพลูมา 1 ใบม้วนให้กลมกะให้พอดีรูจมูกระหว่างที่ม้วนก็ขยำใบพลูให้พอช้ำๆไปด้วยแล้วยัดใส่รูจมูก ทิ้งไว้สักหนึ่งชั่วโมงเลือดจะหยุดไหล
บวบขมกำจัดเหาคนที่ไม่หมั่นสระผมมักจะเป็นเหาโดยเฉพาะน้องๆนักเรียนประถมจะเป็นกันมาก วิธีกำจัดเหามีมากมายหลายวิธีลองวิธีนี้ดูสิรับรองทำครั้งเดียวได้ผลดี เหาตายหมด หาบวบขมมา 1 ลูก แกะเอาเปลือกออกเอาน้ำในลูกบวบทาให้ทั่วหัว ทิ้งให้แห้งแล้วจึงล้างออกให้สะอาด รับรองเหาจะหนีหน้าจากหัวไปอย่างเด็ดขาด
ผักแว่นบกแก้ไอและเจ็บคอถึงหน้าฝนแล้วโรคหวัดก็จะมาเยือนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่และโรคที่แฝงมากับหวัดก็คือไอและเจ็บคอ ผักแว่นช่วยให้หายได้ หาก็ไม่ยากแถบชนบท ให้เอาต้นกับใบล้างให้สะอาดขนาดพอคำ เอาเกลือเม็ดยัดตรงกลางแล้วอมเหมือนเมี่ยง อาการไอและเจ็บคอจะหายปลิดทิ้ง
เข็มไทยแก้ปากเปื่อยเวลาปากเปื่อยเป็นแผลร้อนในจะทรมานมาก กินน้ำพริก กินแกงเผ็ดก็ไม่ได้ แต่ใบเข็มช่วยรักษาให้หายได้โดยเอาใบเข็มสัก 5 ใบล้างให้สะอาดใส่หม้อกา ใส่น้ำให้ท่วมใบต้มให้เดือดแล้วเอาน้ำอุ่นจากในกามาอมกลั้วคอประมาณ 5 นาทีวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นราวๆ 3-4 วันก็หาย
หญ้าเจ้าชู้แก้ไข้ทับระดูไข้ทับระดูจะเกิดกับผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายและกะเทยจะไม่เป็นโรคนี้เด็ดขาด จะมีก็คงไปทับแข้งทับขาใครเข้า การรักษาโรคไข้ทับระดู รักษาได้ง่ายๆดังนี้ ให้ไปถอนหญ้าเจ้าชู้มาหนึ่งกำมือ ล้างให้สะอาดมัดเป็นสามเปลาะใส่หม้อใส่น้ำให้ท่วมตัวยา ต้มสิบนาทีแล้วตักกินครั้งหนึ่งแก้ว ถ้ากินหนึ่งแก้วให้แก้มัดหนึ่งเปลาะพอกินครบสามเปลาะอาการจะหายทันที
เมล็ดมะละกอแก้ประจำเดือนไม่มาประจำเดือนถ้ามาตรงตามนัดก็ดีไปแต่ถ้าไม่มาสิเป็นเรื่องต้องขวนขวายหาทางทำให้มันมาให้ได้ ลองวิธีนี้สิรักษาหายทุกราย เอาเมล็ดแก่ของมะละกอล้างน้ำให้สะอาดผึ่งลมให้แห้งแล้วเอาไปคั่วในกระทะให้กรอบแล้วบดเป็นผงไว้ เวลาจะกินก็ตักผงมะละกอมา 2 ช้อนกาแฟผสมกับเหล้า 1 ถ้วยชาดื่มรวดเดียวให้หมด ทำกินวันละสามเวลา ประจำเดือนจะมาตรงตามชื่อเลยล่ะ
ใบฝรั่งแก้ท้องร่วงเวลาท้องเสียขึ้นมา ทรมานเหลือเกินเดินเข้าเดินออกทั้งที่ไม่อยากจะเข้าแล้วแต่ก็ต้องไป แถมถ่ายจู๊ดๆจนแสบทวาร เวลาท้องร่วงให้เอาใบฝรั่งแก่ๆสัก 10 ใบมาตำคั้นเอาน้ำแล้วผสมกับน้ำผึ้งทานหลายๆครั้งอาการท้องร่วงและอ่อนเพลียจะค่อยๆหายไปในที่สุด แล้วต่อไปก็กินอาหารสะอาดปรุงเสร็จใหม่
มะเขือพวงแก้เบาหวานมะเขือพวงไม่ใช่มะเขือเผาถ้าเป็นมะเขือเผาแล้วต้องปลดระวาง แต่มะเขือพวงใช้รักษาเบาหวานได้ดีและลดน้ำตาลแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ลดฮวบจนเป็นลม ให้เอามะเขือพวงหนึ่งมือกับน้ำ 6 แก้วใส่หม้อต้มจนเละแล้วกรองเอาแต่น้ำกินวันละ 1 แก้วจนหมด
มะกรูดแก้น้ำกัดเท้าเข้าหน้าฝนแล้วไปทางไหนก็เฉอะแฉะไปหมดยิ่งต้องเดินลุยน้ำเท้าเปล่าแล้วอาจจะเป็นโรคน้ำกัดเท้าต้องรีบรักษาให้เอามะกรูดผ่าซีกบีบน้ำให้ทั่วแผลน้ำกัดเท้า ให้ทำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ไม่เกิน 5 วันอาการน้ำกัดเท้าจะหาย
กระเทียมแก้หูอื้อลมออกหูเวลาลมออกหูหูอื้อไม่ว่าสาเหตุไหนก็ตาม ฟังภรรยาบ่นจนหูอื้อหรือโดนฝ่ามือที่บ้องหูเวลาเจรจาไม่ตกฟาก โบราณท่านว่าให้เอากระเทียม 2 กลีบตำแล้วคั้นน้ำหยอดลงในหู ทิ้งไว้สักครู่อาการจะหายปลิดทิ้งแต่อย่าใส่หลายกลีบท่านอาจจะแสบจนหูอื้อตาลายก็ได้
ผักขึ้นฉ่ายแก้โรคข้อโรคเก๊าท์ผักขึ้นฉ่ายส่วนมากจะเอาใส่ในอาหารประเภทยำหรือก๋วยเตี๋ยวให้มีกลิ่นหอมน่าทานแต่ผักขึ้นฉ่ายยังมีสรรพคุณทางยาช่วยขับกรดยูริค แก้ปวดบวมหัวเข่า ถ้าผู้สูงอายุที่บ้านเป็นโรคเก๊าท์หรือปวดข้อ ข้อบวมให้ทำให้ท่านกินเป็นลูกกตัญญู ให้เอาผักขึ้นฉ่ายสดๆมาตำคั้นน้ำให้ได้น้ำสดๆให้ทำกินวันละ 1 แก้วทุกวันๆจนอาการหาย
หนุมานประสานกายแก้หืดหอบโรคหืดหอบเป็นโรคประจำตัวที่ทรมานมากเหมือนกันยิ่งเวลาเจอฝน อากาศเย็น จะมีอาการหืดแล้วหอบหายใจแทบไม่ทันและต้องกินยาทุกวันแบบไม่รู้ว่าจะหายวันไหน มีสูตรเด็ดที่รักษาให้หายได้แต่ต้องตั้งใจมากๆหน่อย ให้เอาหนุมานประสาน กาย 7 ยอดใส่น้ำ 2แก้วต้มให้เหลือ 1 แก้ว ให้กินครั้งละครึ่งแก้วก่อนอาหาร 15 นาทีเช้า-เย็น ประมาณ 2 เดือนอาการหืดหอบจะหายไป
หัวไชเท้ารักษาโรคนิ่วในไตโรคนิ่วในไตใครเป็นแล้วต้องผ่าทุกราย ยิ่งในชนบทจะเป็นกันมากคงเพราะน้ำดื่มและอาหารไม่สะอาดพอ ผู้ป่วยกินหลายรายแล้วได้ผลดีมาก ไม่ต้องไปผ่านิ่วอีกเลยเพราะสูตรนี้จะช่วยสลายก้อนนิ่ว ให้เอาหัวไชเท้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มาล้างปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นสัก 10 แว่นแช่น้ำผึ้งไว้ 12 ชั่วโมงแล้วเอามากิน กินทั้งน้ำผึ้งและหัวไชเท้าให้หมดพร้อมกัน ถ้าหมดแล้วก็ทำกินอีกแล้วให้สังเกตุดูน้ำปัสสาวะช่วงแรกจะขุ่นข้นมากต่อไปจะใสขึ้นเรื่อยๆจนสีปัสสาวะปกติ
พริกขี้หนูรักษาฝีฝีไม่ว่าจะเป็นตรงไหนจะปวดและทรมานมาก ยิ่งฝีมะม่วงน่าอายเลยล่ะ รักษาได้ง่ายๆแต่ต้องทำตั้งแต่เริ่มเป็น เวลาเป็นฝีที่ตรงไหนให้เอาพริกขี้หนูสดหักครึ่งแล้วเอาทาที่หัวฝีโดยกลั้นใจทาวนให้ทั่ว 7 รอบ ภายใน 2 วันเห็นผลชะงัดนัก
มะนาวดับพิษปลาดุกยักเวลาโดนปลาดุกยักแล้วปวดจนพูดไม่ออกต้องวิ่งโร่หายาหม่อง ยาแก้ปวด ทำให้วุ่นวายทั้งบ้านให้ลองใจเย็นแล้วเอามะนาวผ่าซีกแล้วกดหรือถูตรงรอยปลาดุกยัก รับรองเพียงครู่เดียวอาการปวดจะหายไปหมดสิ้น
บำรุงน้ำนม ในหญิงให้นมลูกหลายคนจะเจอปัญหาน้ำนมไม่เพียงพอจะเป็นเพราะพ่อเด็กดูดไปหมดหรือเปล่า อันนี้ต้องสืบเอาเองแต่ถ้าน้ำนมไม่พอหรือไหลไม่สม่ำเสมอ ให้หาหัวปลีมาแกงกินทุกวันประมาณ 10 วันหรือเอาเม็ดขนุนมาต้มกินเล่นเป็นอาหารว่าง กินสัก 10 วันน้ำนมจะไหลสม่ำเสมอเลยล่ะ

อาหารเป็นยา


อาหารเป็นยา (สมุนไพรรักษาโรค)
1.น้ำสับปะรดปั่นกับใบโหระพาหรือใบตำลึง(กินใบโหระพาวันละ 7 ยอด เป็นยาอายุวัฒนะ)
เครื่องปรุง
  • สับปะรด 1 หัว
  • ใบโหระพา 1 ขีด

วิธีทำ 
  • ปอกเปลือกสับปะรด ปั่นผสมกับใบโหระพาแล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม

สรรพคุณ 
  • ลดลมในตัว
  • แก้อาการเลือดข้น
  • ทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้ดีขึ้น
  • ลดความดันโลหิตสูง
  • บำรุงหัวใจ
  • เพิ่มเม็ดเลือดแดง ถ้าใช้ทั้งแกนสับปะรดจะช่วยเพิ่มเม็ดโลหิตขาวด้วย
  • ลดอนุมูลอิสระ

2.เห็ดสามอย่าง(เห็ดหอม+ เห็ดหูหนูขาว+เห็ดหูหนูดำ+ผลมะตูมแห้ง+ใบเตย)
เครื่องปรุง
  • เห็ดหอม+ เห็ดหูหนูขาว+เห็ดหูหนูดำ(แห้ง) หรือเห็ดฟาง+เห็ดนางฟ้า+เห็ดเป๋าฮื้อ(สด)

วิธีทำ
  • นำเห็ดสามอย่างมาแช่น้ำให้นิ่ม แล้วหั่นนำไปต้มรวมกันหรือนำเห็ดสดสามอย่างล้างแล้วหั่นต้มรวมกัน ใส่น้ำเยอะๆนำมะตูมแว่นมาปิ้งให้หอมแล้วต้มรวมกัน ดื่มแทนน้ำ ซุบได้ส่วนเนื้อเห็ดนำไปผัดหรือยำ

สรรพคุณ 
เป็นอาหารบำรุงตับ (มันฝรั่งต้มหรือนึ่งช่วยบำรุงตับ) ตับไม่แข็งแรงจะมีผลดังนี้
  • อารมณ์ไม่ดี
  • การสร้างเม็ดเลือดแดงจะไม่ดี
  • ตัวผอมแต่พุงป่องเนื่องจากตับมีปัญหา
  • ช่วยล้างสารพิษตกค้างในตับ ช่วยล้างใขมันในตับ
  • สลายพังผืดในมดลูก
  • ลดอนุมูลอิสระ ลดเซลล์มะเร็ง
  • เพิ่มเม็ดโลหิตขาว ลดไขมันในเส้นเลือด

หมายเหตุ 
เห็ดอาจเป็น เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดโคน เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ ฯลฯ เอาแค่สามอย่าง อาจนำมาทำอาหารเช่นยำ ต้ม
3.น้ำกระชายปั่นกับน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว
เครื่องปรุง
  • กระชาย 1 ขีด
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะนาว 2 ลูก

วิธีทำ
  • กระชายล้างน้ำให้สะอาดปั่นให้ละเอียด เติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว กรองเอาแต่น้ำ ใส่น้ำผึ้งและน้ำมะนาวลงไปผสมปรุงรสตามใจชอบดื่มได้เลย

สรรพคุณ 
  • บำรุงกระดูก
  • บำรุงสมองเพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางได้ดีขึ้น
  • ปรับสมดุลของฮอร์โมน
  • ปรับสมดุลของความดันโลหิต(ความดันโลหิตที่สูงจะลดลงความดันโลหิตที่ต่ำจะ สูงขึ้น)
  • แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น
  • ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
  • บำรุงมดลูก
  • แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง
  • อาการกระเพาะปัสสวะเกร็ง (กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
  • ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
  • แก้ปัญหาไส้เลื่อน

4.กระเจี๊ยบแดงสด+พุทราจีน
เครื่องปรุง 
  • กระเจี๊ยบแดง 1 ขีด
  • พุทราจีนแห้ง 2 ขีด
  • น้ำตาลทรายเล็กน้อยหรืไม่ใส่ก็ได้

วิธีทำ
  • ล้างกระเจี๊ยบให้สะอาดใส่ในหม้อใบใหญ่ใส่น้ำประมาณสี่ลิตรล้างพุทราจีนให้สะอาดบีบให้แตกใส่ลงไป ต้มเคี่ยวให้เดือด ประมาณครึ่งชั่วโมงยกลงใช้น้ำดื่มแทนหรือถ้าชอบหวานก็เติมน้ำตาล

สรรพคุณ 
  • ช่วยลดอาการหัวใจโต (หัวใจโตมาจากปัญหามาจากเยื้อหุ้มหัวใจ)หัวใจโตเพราะในเลือดมีโซเดียมฟอสเฟตน้อย แต่มีโปรแตสเซียมฟอสเฟตมากให้งดกินผลไม้สดทุกชนิดกินได้เพราะผลไม้ดอง ผลไม้แช่น้ำผึ้ง ไม่กินอาหารที่ผัดหรือทอดด้วยน้ำมันพืช
  • ป้องกันเส้นเลือดในสมองเปราะ
  • ลดความดันโลหิตสูง
  • ลดไขมันในส้นเลือดซึ่งจะทำให้หลอดเลือดตีบ
  • แก้อาการสมองเสื่อม
  • ชาปลายนิ้ว

5.โยเกิร์ต+นมสด+น้ำมะนาว+น้ำผึ้ง
เครื่องปรุง 
  • โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
  • นมสด 1 กล่อง
  • น้ำมะนาว 1 ลูก
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
  • นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ

สรรพคุณ 
ไขมันที่เกาะผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ม้าม ทำให้ระบบดูดซึมบกพร่องเป็น ต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้คือ
  • ถุงน้ำดี เมื่อถุงน้ำดีข้น ผลที่ตามมาได้แก่ นอนไม่หลับ(ไขมันเกาะผนังลำไส้เล้กมาก) อารมณ์ฉุนเฉียว ถ้าเข็มถึง 80 % จะเป็นนิ่วในไต เหงือกปวม(การนอนหลับไม่เต็มอิ่มทำให้เหงือกบวมได้) สายตาเสื่อม ทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ส่งผลกระทบไปถึงปอด
  • เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
  • ไตจะเสื่อมเพราะต้องทำงานหนักเมื่อไตเสื่อมเป็นผลให้ความ จำลดลงไตซ้ายผิดปรกติ ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ ความรักสวยรักงามจะลดลงและ เป็นคนขี้ร้อนไตขาวผิดปรกติ ความจำลดลง และเป็นขี้หนาว
  • เลือดเลี้ยงหัวใจน้อย ถ้าเลือดเลี้ยงหัวใจเหลือเพียง 30% เครื่องมือแพทย์จะตรวจพบอาการของโรคหัวใจ
  • ม้ามชื้น ทำให้อาหารและน้ำที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลให้อ้วนง่าย
  • ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด คนม้ามโตกินอาหารเท่าไรก็จะไม่อ้วน(ม้ามเป็นตัวควบคุมเม็ดเลือดขาวและน้ำเหลือง)
  • กรณีไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆจะทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ดังนี้ จะเป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้
  • ไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก

หมายเหตุ 
โยเกิร์ต+นมสด+น้ำมะนาว+น้ำผึ้งนี้ ถ้ากินช่วงเช้าจะช่วยลดความอ้วน แต่ถ้ากินช่วงบ่ายจะเพิ่มความอ้วน(หลังบ่ายสามโมง)
6.ถั่วห้าสี
เครื่องปรุง
  • ถั่วดำ1ขีด
  • ถั่วเขียว 1 ขีด
  • ถั่วขาว 1 ขีด
  • ถั่วแดง 1 ขีด
  • ถั่วเหลือง 1 ขีด

นำไปคั่วให้สุกก่อนแล้วแช่น้ำรวมกัน ล้างให้สะอาด พักไว้
ลูกเดือย 1 ขีด ล้างให้สะอาดแล้วต้มให้สุกพักไว้
เม็ดบัว1 ขีด ล้างให้สะอาดแล้วต้มให้สุกพักไว้
รากบัว 1 ขีด ปอกเปลือกล้างแล้วต้มให้สุกพักไว้
วิธีทำ 
นำเครื่องปรุงทั้งหมดรวมกัน แล้วปั่นให้ละเอียด ต้มในหม้อใบใหญ่ใส่น้ำมากๆ กรองเอากากออกนำน้ำที่ได้ไปต้มให้เดือด เติมน้ำตาลเล้กน้อย หรือจะไม่ไส่ก็ได้ รับประทานได้เลย
สรรพคุณ 
บำรุงกระดูก บำรุงเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ช่วยลดน้ำหนัก ผิวพรรณสดใส
เล่าให้ฟัง
เมื่อวันที่28/4/2547 ดิแนได้ไปหาอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ตรวจสุขภาพ (โดยไม่ต้องเจาะเลือด ไม่ต้องอดอาหาร )
ที่บ้านสวนไผ่สุขภาพศูนย์อาหารมังสวิรัติ เยื้องซอยอารีย์ สนามเป้า ถนนพหลโยธิน
อาจารย์สุทธิวัสส์ ใช้ลูกดิ่ง pendulum ตรวจที่ปลายนิ้วมือดูทั้งสองข้างแล้วบอกว่า เลือดไปเลี้ยงส่วนหน้าไม่พอ
(เพียง 70%เท่านั้น)ดิฉันงงมาก เพราะเมื่อวันที่ 31/12/2546 ในตอนเช้าดิฉันรู้สึกมีอากานเวียนหัว หน้ามืด
บ้านหมุนอย่างรุนแรงล้มคว่ำลงไป จึงไปให้หมอตรวจหมอว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน
อีกเรื่องหนึ่งคือ อาจารย์บอกว่า ดิฉันว่ากระดูกคอและกระดูกหลังข้อที่ 8/9/10 ก็เคลื่อน ดิฉันก็เลยยิ่งงงไปใหญ่เพราะตอนที่ดิฉันมีอาการนั้น ก็ได้ไป เอ็กซเรย์ที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯมาแล้ว หมอที่นั้นบอกว่ากระดูกคอและหลังเคลื่อน
แล้วกระดูกยังบางอีกด้วยต้องทำกายภาพบำบัดอยุ่เป็นเดือน อาจารย์ตรวจได้แม่นยำมากจริงๆค่ะ
จากการตรวจวันนี้ อ.สุทธิวัสส์ ได้การุณาให้ทาน โยเกริร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว ทุกวันในตอนเช้า
เพื่อช่วยเรื่องน้ำในหูไม่เท่ากัน และให้ดื่มน้ำกระชาย+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว เพื่อบำรุงกระดูกให้หนาแน่นขึ้นอาการปวดหลังก็หายเรื่องน้ำในหูก็ดีขึ้น ไม่มีอาการอีกเลย
ต้องขอขอบพระคุณอ.สุทธิวัสส์ เป็นอย่างสูงที่การุณาบอกสูตรเด็ด อาหารเป้นยาสมกับเป็นผู้เชี่ยวชายเรื่องธรรมชาติบำบัด จริงๆ ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ. (นวลฉวี ทรรพนันทน์)
สูตรเด็ด ( อ.สุทธิวัสส์ คำภา)
1.สับประรดปั่นกับใบโหระพา ปั่นสด กรอง
  • เพิ่มเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว ทำให้สุขภาพแข็งแรง

2.น้ำกระชาย (จะใส่โหระพาด้วยก็ได้) ปั่นกรอง
  • ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศทั้งหญิงและชาย
  • บำรุงกระดูก บำรุงผมผมจะดำ แก้ต่อมลูกหมากโต
  • ปรับความดันโลหิต

3.กระเจี๊ยบ+พุทราจีน ต้ม ดื่ม
  • ลดไขมันในเลือด ทำให้หลอดเดือดแข็งแรง ไม่แตกง่าย ลดหินปูน

4.น้ำเห็ด สามอย่าง (เห็ดอะไรก็ได้) ต้มรวมกัน
  • ล้างพิษในตับ ต้านมะเร็ง
  • ลดการเกิดเนื้องอกของอวัยวะภายใน
  • ลดไขมันในตับ และในเลือด

5.มะละกอดิบ (ห่าม)+ใบหม่อน ต้ม
  • ล้างใขมันที่เคลือบในลำไส้ ช่วยการดูดซึมดีขึ้น

6.รากเตยหอม+มะตูม
  • ฟื้นฟูตับอ่อนให้แข็งแรง

7.ถั่ว 5 สี +ลูกเดือย+เม็ดบัว+รากบัว+มันเทศ ต้มปั่น
  • ผิวจะสวยบำรุงกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก

8.ขมิ้นชัน ขูดเปลือกทิ้ง หั่นชงชา
  • แก้ไอขับเสมหะ

9.บอระเพ็ด ต้ม 1 เกียก น้ำผึ้งผสมมะนาว 
  • นิ่วในถุงน้ำดี

10.ใบมะยมต้มในน้ำเห็ด 3 อย่าง
  • เบาหวานปวดข้อ

11.ใบบัวบก+กระชาย 3 ราก +น้ำ 1 แก้ว ปั่นกรอง
  • เอามา 2 ช้อนโต๊ะ เจือจางดื่ม ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ไม่หลงลืม ต้านสมองฝอ

12.กระเจี๊ยบเขียว 7 กำมือ ต้มกินให้หมดใน 2-3 วัน
  • ขับตัวจี๊ด

13.ดอกอัญชัน กินสด ต้มน้ำ
  • ป้องกันมะเร็งและเนื้องอก
  • ฟื้นฟูระบบหัวใจ ตับ ปอด ม้าม
  • ดูแลระบบน้ำเหลือง

14.รางจืด
  • ลดสารพิษในตับ
  • ผสมน้ำซาวขาว จะถอนพิษนิโคติน(สำหรับคนจะอดบุหรี่)

15.ดอกปีบ
  • บำรุงปอด ถุงลม หอบหืด

16.รากหญ้าคา+เก๋ากี๊+เก็กฮวย+ต้มดื่ม
  • แก้นอนไม่หลับ

17.กระเทียม
  • โรคหัวใจ และหลอดเลือด สมอง

18.กินกล้วยวันละ 1-2 ผล 
  • จะช่วยลดความเครียด ลดความดัน เคลือบกระเพาะ และโรคหัวใจ

ที่มา : หนังสือนาฬิกาชีวิต

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อมอักเสบ บำรุงข้อเข่าด้วย “ขิง”


ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อมอักเสบ บำรุงข้อเข่าด้วย “ขิง”
อีกหนึ่งสูตรนำมาบอกเป็นวิทยาทานคือ
เวลาเริ่มมีอาการปวดเข่าให้เอา “ขิงแก่” แบบสดกะจำนวนพอเหมาะ กับน้ำตาลทรายแดง กะจำนวนพอเหมาะเช่นเดียวกัน
ตำให้เข้ากันไม่ต้องถึงละเอียดบีบเอาน้ำทิ้งเหลือกาก นำกากไปพอกบริเวณเข่าที่ ปวดใช้ผ้าพันมัดไว้นานตามต้องการแล้วเอาออก
ทำตอนไหนก็ได้ บางคนชอบทำก่อนนอนพันผ้าไว้ทั้งคืนรุ่งเช้าจึงแกะออกแต่ต้องระวังอาจทำให้ ที่นอนเปื้อนได้
ทำบ่อยๆจะช่วยไม่ให้เข่าปวดหรือปวดน้อยลง ใครมีปัญหาเกี่ยวกับเข่าปวดทดลองทำดูนะครับ เรากินยาหมอนานๆ ใครจะไปรู้ว่า ไตเราจะวายเมื่อไรจริงไหมครับ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ขิง สุดยอดสมุนไพรในตำนาน
ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย มายาวนาน
ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น “ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น” Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว “นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน”
นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่านรับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหารได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) “สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิง ในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยาปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น
” Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว
สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน
การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณเป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ “การดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น” McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่า ขิงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้
ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและหัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง
ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายในร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
“การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด”

ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ


ลดอาการปวดหลัง ขาชาจากหมอนรองกระดูก กดทับ หายได้ใน 3 อาทิตย์
วิธีรักษาโรคกระดูกเสื่อม ด้วยภูมิปัญญาไทย
โรคกระดูกเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสมรรถภาพของกระดูกในร่างกายของเรา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากการทาน จากการเคลื่อนไหวมากเกินไป มักจะเกิดในวัยกลางคน วัยสูงอายุ สังเกตเห็นได้ชัดว่าเมื่อเคลื่อนไหวจะมีเสียงกร๊อบแกร๊บ กร๊อบแกร๊บ บางทีก็จะปวดตตรงข้อกระดูก รู้สึกขัดๆปวดๆ เคลื่อนไหวลำบาก นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ นั่งพับเพียบก็จะลุกขึ้นยาก การรักษาโรคกระดูกเสื่อมนั้นส่วนใหญ่คนมักจะพึ่งยาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมแคปซูล แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ ขอแนะนำเป็นพิเศษ อาจทำให้เราหายขาด หรือบรรเทาอาการโรคกระดูกเสื่อมได้ คือทานแบบภูมิปัญญาไทย
**ด้วย น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง
น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง เป็นสูตรธรรมชาติบำบัด ที่จะสามารถช่วยให้ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่
ขึ้นมา แล้วไปเสริมสร้างกระดูกที่เสื่อมอยู่
ให้แน่นเหมือนเดิม
**ส่วนผสม “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม ชุดละวัน เช้า เย็น แบ่งเอา
  • กระชาย 1 ขีด
  • น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
  • มะนาว 2 ลูก

**วิธีทำ “น้ำกระชาย น้ำมะนาว น้ำผึ้ง” รักษาโรคกระดูกเสื่อม
  1. นำกระชายล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำ โดยใช้ครกหินอ่างศิลา หรือ ปั่นโดยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ละเอียดเติมน้ำสะอาดลงไป 2 แก้ว
  2. นำกระชายที่ตำหรือปั่น มากรองผ้าขาวบาง จนได้หัวเชื้อ เอาแต่น้ำหัวเชื้อ
  3. ใส่น้ำผึ้ง และ มะนาวผสมลงไปปรุงรสตามใจชอบ. แล้วดื่ม เช้า- เย็น


แนะนำให้ใช้วิธีการตำโดยใช้ครกหินอ่างศิลา จะช่วยในการบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ

สมุนไพรแก้ท้องอืดสำหรับเด็ก


ลูกน้อยมีปัญหาท้องอืด แก้ได้ด้วยสมุนไพรไทยดังนี้ค่ะ
ใช้ยาสมุนไพรที่ช่วยขับลมแก้ท้องอืดได้ ได้แก่
1. พลู สำหรับเด็กอ่อนที่มักมีอาการท้องอืดหลังจากกินนม ให้ใช้ใบพลู 4-5 ใบ อังไฟจนใบพลูอ่อน แล้วนำไปวางบนท้องเด็กขณะที่ยังอุ่นอยู่ วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทำแบบเดิมหลายๆ ครั้ง พอใบพลูเย็นก็ให้เปลี่ยนใบพลูใหม่
2. มะนาว เด็กท้องอืดร้องกวนเวลากลางคืนเอาปูนแดงขยี้ลงบนฝ่ามือ บีบน้ำมะนาวคลุกให้ทั่ว แล้วทาท้องเด็ก สักครู่จะผายลม 2-3 ครั้ง แล้วหยุดร้องไห้ หลับสบายตลอดคืน เพราะน้ำมะนาวทำปฏิกิริยากับปูนให้ความร้อนเกิดความอบอุ่น
3. มะกรูด ให้นำผลมะกรูด 1 ผล มาคั้นน้ำผสมกับปูนแดงกินหมากให้เข้ากันพอเหลวๆ แล้วเอาไปทาตรงบริเวณท้องเด็ก แต่อย่าให้ถูกสะดือ และระวังอย่าใช้ปูนแดงมากไปเพราะปูนแดงจะกัดผนังท้อง ทำให้แสบร้อนอาจลองทาข้อพับแขนตัวเองดูก่อนว่าข้นไปหรือไม่
4. โหระพา เมื่อลูกรักนั้นมีอาการปวดท้องจุกเสียดแน่นเพราะนมไม่ย่อย คุณแม่สามารถใช้ใบโหระพา 20 ใบชงน้ำร้อนแล้วนำน้ำนั้นมาชงนมให้ลูกดื่ม ก็จะช่วยขับลมในช่องท้องได้ดียิ่งขึ้น
***คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่มีลูกน้อยต้องคอยประสบกับปัญหาลูกดื่มนมแล้วมีอาการท้องอืด นั่นอาจเกิดจาก กระเพาะลำไส้ของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ น้ำย่อยก็หลั่งกรดน้อยกว่าผู้ใหญ่ หรือเด็กเริ่มหัดดูดนม จึงอาจดูดเอาทั้งนมทั้งลมเข้าไป ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ง่าย แล้วเวลาที่เขารู้สึกปวดท้องเด็กเล็กๆ ก็จะแสดงออกด้วยการร้องไห้ ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นลูกร้องไห้เป็นพักๆ เดี๋ยวร้องเดี๋ยวหยุดและมีอาการมือเท้างอ
ให้สงสัยไว้ก่อนว่าแกกำลังปวดท้อง
วิธีแก้ คือให้อุ้มขึ้นพาดบ่อ ใช้มือลูบหลังเบาๆ สักพักจนเด็กเรอออกมา หากอุ้มนานแล้วเด็กไม่เรอหรือเรอไม่ออก จึงคอยป้อนยาแก้ท้องอืด
เครดิต ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.todayhealth.org/family-health

ตำลึง


"ตำลึง"....มีทั้ง "ตัวผู้" และ "ตัวเมีย"!!!!!!
ด้านขวาจะเป็นใบของต้นตำลึงตัวเมีย จะมีลักษณะใบค่อนข้างมน ขอบใบจะหยักไม่มาก
ส่วนด้านซ้ายจะเป็นใบตำลึงเพศผู้ ใบจะมีลักษณะหยักเว้ามากกว่าใบเพศเมีย
ข้อแตกต่างระหว่างตำลึงเพศผู้ กับตำลึงเพศเมีย ก็อยู่ตรงลักษณะของใบ
จะบอกทำไม....แค่เรื่องใบตำลึง!!
ใบตำลึงเพศผู้ ไม่นิยมนำมารับประทาน
และสำหรับท่านที่ธาตุไม่ดี หากรับประทานใบหรือยอดตำลึงเพศผู้เข้าไป จะทำให้ท้องเสียได้ คือถ่ายไม่หยุด
เพราะฉะนั้นหากจะเก็บยอดตำลึงมารับประทาน
ควรเลือกที่ใบมนๆ หรือต้นเพศเมีย จะปลอดภัยกว่า
บอกกล่าวไว้ เผื่อคุณแม่มือใหม่ เจอยอดตำลึงอ่อนๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เก็บมาต้มใส่ข้าวให้ลูกหากเกิดอาการแพ้ขึ้นมา....จะแย่ค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก เครดิตคุณ Klauy Loysusak

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แมงลัก


สรรพคุณแจ่มแท้ ก่อนกินตามกระแส รู้ 10 เรื่องนี้หรือยัง?
แมงลัก สรรพคุณไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ช่วยลดน้ำหนักได้ แต่ยังมีประโยชน์อีกมากมายแฝงอยู่ในพืชชนิดนี้ ทั้งส่วนใบและส่วนเมล็ด ก่อนจะทานตามกระแสที่ใคร ๆ เขาบอกว่าดี มารู้จักเม็ดแมงลักให้มากขึ้นเสียก่อน จะได้รู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้เหมาะกับเราหรือเปล่า
1. แมงลักเป็นพืชตระกูลกะเพรา
บางคนรู้จักแต่เม็ดแมงลัก แต่ไม่เคยเห็นต้นและใบ เลยไม่รู้ว่านี่ก็เป็นหนึ่งในพืชตระกูลกะเพรา-โหระพา (Basil) เหมือนกันนะ โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hoary Basil หรือ Hairy Basil ลักษณะต้นคล้ายกับต้นกะเพรา แต่กลิ่นไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ต้นและใบกะเพรากับโหระพายังมีสีแดงปนอยู่บ้าง แต่แมงลักจะไม่มีสีแดงเลย
2. ใบแมงลักให้พลังงานน้อย แต่สารอาหารเพียบ
ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลสารอาหารไทย โดยสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยพายัพ และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ระบุว่า ใบแมงลักหนึ่งหน่วยบริโภค ให้พลังงานเพียง 32 กิโลแคอลรี และยังให้แร่ธาตุวิตามินมากมาย คือ
3. รักษาโรคหวัดได้ด้วย
คนชอบเป็นหวัดคัดจมูกต้องผูกมิตรกับใบแมงลักไว้สักหน่อยค่ะ เพราะแมงลักเป็นยารสร้อนเล็กน้อย ใบสดของแมงลักมีสรรพคุณเป็นยาแก้หวัด ลดอาการหลอดลมอักเสบ ขับเหงื่อได้ แนะนำใส่ในแกงเลียงที่มีสมุนไพรหลายชนิด แล้วอาการหวัดจะดีขึ้น
4. เรียกน้ำนมให้คุณแม่มือใหม่
จะบอกให้รู้ว่า "ใบแมงลัก" เป็นสมุนไพรที่ช่วยเรียกน้ำนมได้ดีทีเดียว เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ การทานแมงลักจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนม เพิ่มปริมาณสารอาหารในน้ำนมของมารดาส่งต่อให้ลูกน้อย อีกทั้งยังช่วยแก้อาการน้ำนมคัดได้อีกนะ
5. ช่วยขับคอเลสเตอรอลไม่ดีออกจากร่างกาย
ในอาหารที่เราทานเข้าไปมีทั้งคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แต่เม็ดแมงลักมีส่วนช่วยขับคอเลสเตอรอลตัวร้ายออกจากร่างกายได้ เพราะเส้นใยของแมงลักสามารถดูดซับไขมันไว้ได้ เมื่อร่างกายไม่สามารถย่อยกากใยพวกนี้ได้ ไขมันไม่ดีก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับเส้นใยของแมงลัก แต่ไม่มีผลใด ๆ ต่อไขมันดี
และในเมื่อเม็ดแมงลักสามารถกำจัดคอเลสเตอรอลตัวร้ายให้พ้นจากร่างกายไปได้ เพราะฉะนั้นหัวใจดวงน้อย ๆ เลยได้อานิสงส์ไปเต็ม ๆ ถ้ารับประทานเม็ดแมงลักเป็นประจำก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้เลย
6. นี่ละตัวช่วยควบคุมน้ำหนักชั้นเลิศ
เคล็ดลับลดน้ำหนักหลายสำนักมักแนะนำให้ทานเม็ดแมงลักก่อนทานอาหาร ซึ่งก็ได้ผลจริง ๆ ค่ะ เพราะเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน แถมยังสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า หากนำไปแช่น้ำสักพักจนพองตัว แล้วนำมาทานก่อนทานอาหารก็จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้อง หลังจากนี้ก็จะทานอาหารได้น้อยลง เป็นการควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานได้เป็นอย่างดี เลยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย แต่ขอเตือนว่าไม่ใช่หวังจะลดน้ำหนัก เลยทานแต่เม็ดแมงลักทุกมื้อ ถ้าเป็นแบบนี้รับรองได้ป่วยเพราะขาดสารอาหารแน่นอน ควรรับประทานแค่บางมื้อ หรือพอให้กระเพาะอาหารรู้สึกอิ่มเท่านั้นดีกว่าค่ะ
7. ท้องผูก ไม่ถ่าย เป็นยาระบายชั้นดี
ด้วยความที่เปลือกด้านนอกสามารถพองตัวได้ถึง 45 เท่า โดยไม่ถูกย่อย เม็ดแมงลักก็เลยช่วยเพิ่มกากใยและช่วยหล่อลื่น ทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ขับถ่ายสะดวกขึ้นเยอะ เพราะเม็ดแมงลักจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบ ๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดปวดท้องหนัก คนท้องผูกบ่อย ๆ ต้องสรรหาเม็ดแมงลักมาทานดูว่าเห็นผลแค่ไหน วิธีใช้คือรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา แช่น้ำให้พอง แล้วดื่มก่อนนอน
8. ป่วยเบาหวานก็ทานเม็ดแมงลักได้
การที่เม็ดแมงลักพองตัวมากขนาดนั้น เลยทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลง จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องการให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลลดลงด้วย
9. ก่อนทานต้องแช่น้ำให้พองตัวเต็มที่
นี่เป็นข้อควรระวังขีดเส้นใต้หนา ๆ ไว้เลยนะคะ เพราะถ้ารับประทานเม็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อเม็ดแมงลักลงไปอยู่ในท้องก็จะดูดน้ำภายในช่องทางเดินอาหาร ทำให้เม็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็ง และอุดตันลำไส้ จนทำให้เกิดการท้องผูก และท้องอืดมากขึ้น แย่เลย
10. อย่าทานยาพร้อมเม็ดแมงลัก
การรับประทานแมงลักพร้อมกับยาตัวอื่น ๆ จะมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมยาเหล่านั้นได้น้อยลง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยากับเม็ดแมงลักพร้อม ๆ กัน โดยให้เลือกรับประทานยาก่อนสัก 15 นาที ค่อยตามด้วยการรับประทานเม็ดแมงลัก
ทานใบแมงลักและเม็ดแมงลักให้ถูกวิธีก็ช่วยดูแลสุขภาพได้ แต่ถ้าใครไม่ชอบทานเม็ดแมงลักผสมน้ำเปล่า ๆ อาจทานกับน้ำแดง หรือผสมลงในผลไม้ โยเกิร์ต แล้วจะช่วยให้ทานได้ง่ายขึ้น อร่อยพร้อมสุขภาพดีแบบคูณสอง

มะกรูด


มะกรูด สูตรแก้ปวดเข่า
อาการปวดเข่า เกิดจากหลายสาเหตุ แต่ถ้าปวดเข่าที่เกิดจากเข่าเสื่อมที่มักจะเกิดกับผู้สูงอายุ และเพิ่งจะรู้ว่าเริ่มมีอาการ ให้เอาผลมะกรูด แบบสด ถ้าผลใหญ่ 8 ผล ผลเล็ก 10 ผล ฝานบาง ๆ ทั้งผลไปตากแห้ง 2-3 วัน จากนั้นเอาไปดองกับเหล้าขาว 28 ดีกรี หรือ 40 ดีกรี ก็ได้ จำนวน 1 ขวด ทิ้งไว้ 7 วัน เอาน้ำ
ที่ดองตักครั้งละพอใช้ทาบริเวณหัวเข่าที่มีอาการปวดตามที่กล่าวแล้วข้างต้น วันละ 2-3 ครั้ง หรือเวลาเกิดอาการปวด ทาอย่างสม่ำเสมอ อาการปวดจะดีขึ้น สูตรนี้บอกต่อกันมาแต่โบราณ ทดลองทำดูไม่อันตรายอะไร
มะกรูด หรือ CITRUS HYSTRIX VARTOROSA อยู่ในวงศ์ RUTACEAE ประโยชน์ทางยา ผลสดนำไปดองเปรี้ยวดองเค็มรับประทานเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้จุกเสียด แก้เลือดออกตามไรฟัน บำรุงประจำเดือน ผลสดเผาไปสระผมทำให้ผมดกดำ ราก เป็นยากระทุ้งพิษ แก้เสมหะ น้ำมะกรูด มีวิตามินซีใช้ถูฟันแก้เลือดออกตามไรฟันได้
ผิวมะกรูด ปรุงเป็นยาลม มะกรูด 1 ผล ตัดจุกคว้านไส้กลาง ออกเอามหาหิงคุ์ใส่ลงกลางผลแล้วปิดจุกสุมไฟจนดำ หรือเกรียมกรอบทำผงละลายกับน้ำผึ้งป้ายลิ้นเด็กอ่อน ตั้งแต่แรกคลอดเป็นยาขี้เทา ขับลม แก้ปวดท้องในเด็กดีมา ผลมะกรูดมีขายทั่วไปตามตลาดสด ส่วนต้นนิยมปลูกตามบ้านอย่างกว้างขวาง เพื่อเก็บใบประกอบอาหาร
แหล่งข้อมูลและภาพ Cr. http://www.khaolasud.com/2015/07/blog-post1_24.html

ใบย่านาง


ใบย่านาง...ทำอาหารก็ได้...ใช้เป็นยาก็ดี
ใบย่านาง แถวๆบ้านผมไว้คั้นเอาน้ำใส่แกงหน่อไม้ และแกงเห็ด มาวันนี้ ลองศึกษาดูดีๆ มีประโยชน์มากหลาย เป็นยาก้ได้ เป็นอาหารก็ดี
สรรพคุณทางยาของใบย่านาง
สมุนไพรลดความอ้วน,แก้โรคเบาหวาน,ความดัน,หัวใจ มะเร็ง,ภูมิแพ้,ร้อนใน,ไซนัสจมูกตัน,ไมเกรน,ริดสีดวงทวาร,ปอดร้อนนอนกรน กรดไหลย้อน ฯลฯ
เมนูอาหารที่มีย่านางเป็นส่วนประกอบ
แกงหน่อไม้,แกงเห็ด,ซุปหน่อไม้ เป็นต้น ทางอีสานจะใส่ย่านางเพื่อความเข้มข้นของน้ำแกง
สูตรในการทำน้ำสมุนไพรใบย่านางส่วนผสม+ ใบย่านาง
+ ใบเตย
+ น้ำเปล่า
วิธีทำน้ำใบย่านาง
1.นำใบย่านางมาประมาณ 30–50 ใบ ต่อน้ำ 4 ลิตรครึ่ง
2.ผสมใบเตยประมาณ 10 ใบ ขยี้กับน้ำให้สะอาด
3.ตำหรือปั่นด้วยมือ กรอกด้วยผ้าขาวบาง นำกากมาปั่นซ้ำ จนหมดสีเขียว
4.กรองเอาแต่น้ำ เก็บไว้ในตู้เย็น ทานได้ประมาณ 4–5 วัน
ผู้ป่วยเบาหวานควรทาน เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดลง คนที่เป็นเบาหวาน ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เหตุที่ตับอ่อนไม่หลั่งอินซูลิน เพราะร่างกาย เกิดภาวะร้อนเกินไป ระบบการทำงานของร่างกายจึงป้องกันตนเอง ไม่ให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน เพื่อไม่ให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (หากร่างกายเผาผลาญน้ำตาลร่างกาย จะยิ่งร้อนมากขึ้นไปอีก) น้ำตาลเมื่อไม่ถูกเผาผลาญก็อยู่ในกระแสเลือด แต่ร่างกายนำไปใช้ไม่ได้ เซลล์จึงขาดน้ำตาล มีอาการอ่อนเพลียง่าย
จึงต้องแก้ด้วยสมุนไพรฤทธิ์เย็น ใบย่านางมีฤทธิ์เย็นมาก เมื่อร่างกายได้เย็นลงแล้ว ระบบการทำงานของร่างกายจะสั่งตับอ่อนให้หลั่งอินซูลิน มาเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ และเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน เซลล์เมื่อได้รับน้ำตาลและใช้น้ำตาลได้ อาการอ่อนเพลียจึงหายไป
Cr. แหล่งข้อมูลและภาพ http://bansok-pisit.com/index.php?topic=32.0

7 สมุนไพรที่มีสรรพคุณดีๆ


มารู้จัก 7 สมุนไพรที่มีสรรพคุณดีๆ มีประโยชน์บำรุงผมและหนังศีรษะ
แต่ก่อนเราจะเลือกใช้ยาสระผมสมุนไพร คุณรู้จักสมุนไพรที่บำรุงผมได้แต่ละชนิดแล้วหรือยัง และชนิดไหนกันที่เหมาะกับปัญหาเรื่องผมของคุณอยู่ ดังนั้นวันนี้Livingoops.com ก็เลยมีสรรพคุณสมุนไพรหลากหลายชนิดที่บำรุงผมได้มาฝากให้ได้รู้จักกันก่อนด้วยค่ะ ลองไปดูกันเสียก่อนว่าแต่ละชนิดมีสรรพคุณอย่างไรกันบ้าง จะได้เลือกใช้ยาสระผมสมุนไพรได้เหมาะกับปัญหาเส้นผมหรือหนังศีรษะของคุณกันได้ค่ะ
คุณสมบัติของสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงผมและหนังศีรษะที่ควรรู้จัก มีดังต่อไปนี้
1. มะกรูด
• ผลมะกรูด - น้ำจากผลมะกรูดจะมีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี (แต่ไม่ควรใช้น้ำมะกรูดชะโลมบนเส้นผมโดยตรงเป็นประจำ เพราะจะทำให้ผมจะเปราะ ขาดง่าย เพราะน้ำมะกรูดเป็นกรดค่อนข้างมาก มีค่า pH ประมาณ 3.5)
• ผิวมะกรูด - น้ำมันจากเปลือกผลมะกรูดมีกลิ่นหอม และช่วยบำรุงให้เส้นผมเป็นเงางาม
2. มะเฟือง
• ผลมะเฟือง - น้ำจากผลมะเฟืองมีฤทธิ์เป็นกรด (ค่อนข้างมาก pH 2.5-3) ช่วยสลายไขมันและชะล้างสิ่งสกปรกที่เกาะบนเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี เมื่อนำมาผสมน้ำให้เจือจางลงใช้สระผมจะช่วยบรรเทาอาการคันศีรษะได้ดี (แต่ก็ไม่ควรใช้น้ำมะเฟืองชะโลมบนเส้นผมโดยตรงเป็นประจำเช่นกัน)
3. มะคำดีควาย
• ผลมะคำดีควาย - น้ำที่สกัดจากผลมะคำดีควาย จะมีคุณสมบัติช่วยลดรังแค รักษาอาการชันนะตุและหนังศีรษะที่เป็นเชื้อรา แต่การใช้ต้องระวังไม่ให้เข้าตา เพราะจะแสบมาก
4. อัญชัญ
• ดอกอัญชัน - น้ำที่สกัดจากดอกอัญชัน จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เมื่อนำมาใช้หมักผม ก่อนสระ 15 นาที หรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำ จะช่วยทำให้รากผมแข็งแรงขึ้น เส้นผมไม่หลุดร่วงง่าย
5. ตะไคร้
• ต้นตะไคร้ - น้ำที่สกัดจากต้นตะไคร้เมื่อนำมาใช้หมักผมก่อนสระหรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการเส้นผมแตกปลาย ลดรังแคและบรรเทาอาการคันศีรษะ
6. ว่านหางจระเข้
• ใบว่านหางจระเข้ - เมื่อนำวุ้นใสๆ ที่ได้จากใบว่านหางจระเข้ มาใช้หมักผมก่อนสระหรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยให้ผมนุ่มสลวย หวีง่ายและช่วยรักษาแผลบนหนังศรีษะ
7. ฟ้าทลายโจร
• ต้นฟ้าทลายโจร - น้ำที่สกัดจากต้นฟ้าทลายโจร (ใบ ต้น ฝัก) จะมีสารยับยังการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิด เมื่อนำมาใช้หมักผมก่อนสระหรือใช้ผสมกับแชมพูสระผม เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยลดอาการเส้นผมหลุดร่วงง่าย
นอกจากสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดที่นิยมนำมาทำยาสระผมสมุนไพรที่เรานำมาฝากในวันนี้แล้วนั้น ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่มีสรรพคุณดีมีประโยชน์ รอให้คุณได้ศึกษาและเรียนรู้ เลือกใช้ที่เหมาะสมกับตนเองอีกมาก อย่างไรหากมีเวลาว่าง ลองหาเรื่องราวของสมุนไพรไทยมาศึกษาเพิ่มเติมกันดูนะคะ เพื่อประโยชน์ที่ดีสำหรับตัวคุณเอง
Cr. ข้อมูลและภาพ http://www.livingoops.com/featured/7-herb-for-hair-care

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

อีสุกอีใส



อีสุกอีใส
คือ การติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่ทำให้เกิดตุ่มใสๆ ขึ้นมาตามตัวและในปาก ซึ่งต่อมาตุ่มนี้จะเริ่มมีลักษณะข้นขึ้นทำให้ดูเหมือน “สุก” จึงทำให้มีชื่อเรียกว่า อีสุกอีใส เชื้อไวรัสนี้มีชื่อว่า varicella zoster (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสตัวหนึ่งในกลุ่ม เฮอร์ปีส์ไวรัส แพร่กระจายโดยการไอจาม และสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรคอีสุกอีใสอยู่ในขณะนั้น
อีสุกอีใส เป็นโรคที่สามารถติดต่อกันได้ง่าย พบว่าประมาณ 90% ของผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จะเป็นอีสุกอีใสหลังจากการได้รับเชื้อจากคนอื่น โดยจะเริ่มมีอาการขึ้นตุ่มในช่วงระหว่าง 7-12 วัน หลังสัมผัสเชื้อ ซึ่งเมื่อมีเด็กในบ้านคนหนึ่งป่วยเป็นอีสุกอีใส ก็จะพบว่าพี่น้องและคนอื่นๆ ในบ้านจะเริ่มมีอาการอีสุกอีใสในช่วงประมาณ 2 อาทิตย์ต่อมา
นอกจากจะมีอาการไข้ ปวดหัว เจ็บเนื้อเจ็บตัวแล้ว ตุ่มน้ำใสๆ ที่ขึ้นมายังฝากรอยแผลเป็นไว้ให้เด็กๆ ด้วย ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี
เล่ากันว่าในสมัยก่อนปู่ย่าตายายของเรารู้จักหาวิธีมาดูแลลูกหลานโดยใช้สมุนไพรพื้นบ้านรักษา โดย
1. เสลดพังพอนตัวเมีย หรืออีกชื่อหนึ่งคือ พญายอ ให้แต่เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาโขลกหรือปั่นให้ละเอียดผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกใสบ่อยๆ จะช่วยลดอาการคัน และทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้ดี ช่วยให้เด็กไม่มาแกะเกาตุ่มจนกลายเป็นแผลเป็นได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้ทำเป็นยาคาลาไมล์เสลดพังพอน ใช้ทาอีสุกอีใสได้ผลดีมาก พอตุ่มใสขึ้นก็แต้มยาลงไป ตุ่มจะฝ่อ ไม่แตกอักเสบจนเป็นหนอง ทาแล้วจะเย็นสบายหายคันทำให้เด็กหลับได้ดีอีกด้วย
2. ใบมะยม ถ้าหาใบเสลดพังพอนไม่ได้ ขอแนะนำให้เอาใบมะยมกลางอ่อนกลางแก่ 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดนาน 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น หลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายเป็นปกติใน 3 วัน
นอกจากนี้ยังมีใบอ่อนของสะเดา ที่ตำราแพทย์ชาวจีนให้นำมาต้มกิน ตำรายาพื้นบ้านก็มีใบย่านาง ให้ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่นและความเชื่อที่ว่าให้ต้มน้ำผักชีอาบก็เพราะว่า สรรพคุณของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง เป็นต้น

ปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อมอักเสบ บำรุงข้อเข่าด้วย “ขิง”


อีกหนึ่งสูตรนำมาบอกเป็นวิทยาทานคือ
เวลาเริ่มมีอาการปวดเข่าให้เอา “ขิงแก่” แบบสดกะจำนวนพอเหมาะ กับน้ำตาลทรายแดง กะจำนวนพอเหมาะเช่นเดียวกันตำให้เข้ากันไม่ต้องถึงละเอียดบีบเอาน้ำทิ้งเหลือกาก นำกากไปพอกบริเวณเข่าที่ ปวดใช้ผ้าพันมัดไว้นานตามต้องการแล้วเอาออก ทำตอนไหนก็ได้ บางคนชอบทำก่อนนอนพันผ้าไว้ทั้งคืนรุ่งเช้าจึงแกะออกแต่ต้องระวังอาจทำให้ ที่นอนเปื้อนได้
ทำบ่อยๆจะช่วยไม่ให้เข่าปวดหรือปวดน้อยลง ใครมีปัญหาเกี่ยวกับเข่าปวดทดลองทำดูนะครับ
เรากินยาหมอนานๆ ใครจะไปรู้ว่า ไตเราจะวายเมื่อไรจริงไหมครับ
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
ขิง สุดยอดสมุนไพรในตำนาน
ขิง เป็นสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมาแล้ว
โดยปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านและผลงานเขียนของขงจื๊อ (เมื่อกว่า 3000 ปีมาแล้ว) และขิงก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย
มายาวนาน
ผลการวิจัยล่าสุดพบว่าผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปีที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น “ขิง มีส่วนช่วยให้ neuroprotective function ดีขึ้น” Kathleen McFarlane ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลียกล่าว “นั่นก็หมายความว่าขิงมีส่วนช่วยในการลดโอกาสการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้เช่นกัน”
นอกจากนี้การใส่ขิงป่น 100 กรัมลงไปในสลัดหรือผัดผักที่ท่าน
รับประทานเป็นประจำ ก็เป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับอาหาร
ได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้อีกด้วย ขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด (Analgesic) “สำหรับการบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ, การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขิง
ในส่วนผสมควบคู่กับการรับประทานยาปฏิชีวนะ ช่วยให้อาการปวดกล้ามเนื้อหายได้ไวขึ้น
” Pam Stone ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากประเทศออสเตรเลียกล่าว
สำหรับประโยชน์ของน้ำขิงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน การดื่มน้ำขิงอุ่นๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ อาการคัดจมูกและบรรเทาอาการหวัดได้ การใส่น้ำมะนาว แล้วน้ำผึ้งผสมกับชาขิงร้อนๆก็มีสรรพคุณ เป็นยาที่ดีมากมาย รวมไปถึงอาการปวดท้องจากอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) ท้องอืดท้องเฟ้อ “การดื่มน้ำขิงอุ่นๆทุกเช้าสามารถช่วยให้ลำไส้ของท่านทำงานได้ดีมากขึ้น” McFarlane กล่าว และการวิจัยของประเทศออสเตรเลียก็ค้นพบอีกว่าขิง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และอาจช่วยต่อต้านโรคเบาหวานได้
ขิง ช่วยให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น รวมไปถึงการทำงานของช่องท้องและลำไส้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตและหัวใจของเรา และอวัยวะเหล่านี้ก็จะทำงานดีขึ้นหากได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์จากขิง
ขิงช่วยป้องกันไม่ให้ bad cholesterol LDL แข็งเป็นแผ่น ซึ่ง bad cholesterol นี้จะส่งผลเสียกับระบบโลหิตภายใน ร่างกายและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
“การรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากขิงเป็นประจำ สามารถช่วยบำรุงร่างกายของท่านได้ดีเยี่ยม แต่อย่างไรก็ตามก็ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เป็นดีที่สุด”

สมุนไพร รักษาโรคอัลไซเมอร์


ส่วนผสม
1. เกสรดอกบัวหลวง 1 หยิบมือ
2. มะตูมแห้ง 3 แว่น คั่วในกระทะ
หรือย่างก่อนจะหอมยิ่งขึ้น
3. ตะไคร้สด 3 ต้น
4. ใบเตย 3 ใบ
5. น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ
นำทุกอย่างใส่หม้อต้มรวมกันจนเนื้อมะตูมแห้งบาน แล้วเก็บไว้ดื่มวันละ 1 แก้ว ใครมีญาติผู้ใหญ่เริ่มหลงๆ ลืมๆ ควรทดลองต้มให้ท่านดื่ม ได้ผล
หมายเหตุ: สูตรนี้ไม่จำเป็นต้องกินตลอดไป พอความจำดีขึ้นก็หยุดกิน หากเริ่มกลับไปหลงๆ ลืมๆ อีก ก็ทำกินใหม่
- เกสรดอกบัวหลวง หาซื้อได้จากร้านขายยาจีนแผนโบราณ
- มะตูมแห้ง มีขายในตลาดสด ร้านขายของชำ หรือร้านค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วไป
: สูตรนี้ นำมาจากตำราแพทย์แผนโบราณ
cr.https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1684199331866684&set=a.1384533685166585.1073741829.100008299000368&type=3&theater.

กระเจี๊ยบแดง กับ พุทราจีน ช่วยเส้นเลือดขอดได้


นำเอากระเจี๊ยบแดงแห้ง หรือสดก็ได้ มาต้มรวมกับพุทราแห้ง ใช้พุทราจีน ถ้าไม่มีใช้พุทราป่า(พุทราไทย)ก็ได้ เพื่อทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้ดื่มเป็นประจำ
ประโยชน์ ช่วยล้างไขมันในหลอดเลือด และยังช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งตัว ลดภาวะของเส้นเลือดขอดได้
ส่วนผสม
- กระเจี๊ยบแดง 1 กำมือ
- พุทราแห้ง 1 กำมือ
- น้ำสะอาดประมาณ 2 ลิตร
วิธีทำต้ม
นำกระเจี๊ยบมาล้างให้สะอาดแล้วสะเด็ดน้ำไว้ พุทราจีน นำมาล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วนำมาทุบให้แตกพอประมาณ ต้มรวมกันกับน้ำประมาณ 2 ลิตร พอเดือดแล้วต้มอีกสักพัก ก็ใช้ได้ เทกรองเอาแต่น้ำเติมน้ำตาล หรือใช้หญ้าหวาน ,ลำไยแห้ง ก็ได้ กรอกใส่ขวดแช่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มได้หลายวัน
รับประทานอาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน อาจจะมีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของลิ้นหลอดเลือด และผนังหลอดเลือดให้ยืดหยุ่นคงสภาพได้ดี การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
มีวิธีลดเส้นเลือดขอด ด้วยการรับประทานอาหาร มาบอก… ลดการปวดเกร็งซึ่งส่งผลให้เกิดเส้นเลือดขอด โดยการรับประทานใยอาหาร เช่น ยอดแค มะเขือพวง ถั่วเมล็ดแห้ง ทับทิม เพิ่มความแข็งแรงของหลอดเลือดด้วยวิตามินซีที่หาได้จาก บรอกโคลี พริก ผลไม้ตระกูลส้ม วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ เรียวขา หมดปัญหา เส้นเลือดขอด. ผัก ผลไม้ที่มีสารฟลาโวนอยด์ เช่น เบอร์รี่ องุ่น ธัญพืช ทำงานร่วมกับวิตามินซีเสริมความแข็งแรงและลดรอยรั่วของหลอดเลือด
จุดด่างดำแล้วเส้นเลือดขอดเป็นอีกอาการบนเรียวขา ที่ทำให้ขาของคุณไม่น่ามอง ดังนั้นป้องกันเส้นเลือดขอดที่เรียวขาได้ด้วยการใช้ใบสน 1 กก. โรยในน้ำเดือด 1ลิตร ปล่อยให้เดือดนาน 5 นาที จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วใส่ขวด ใช้สำลีชุบ ทาบริเวณที่เส้นเลือดขอด ให้ทำทุกคืน วิธีการทาให้ทาขึ้นเข้าหาลำตัว อาการขาลายจะให้หายทันใจคงเป็นไปไม่ได้ต้องรักษาค่อนเป็นค่อนไป อย่ารีบร้อน ต้องใช้เวลากันหน่อย ที่สำคัญอยากบอกว่าคงไม่สามารถรักษาให้เกลี้ยงไร้ร่องรอย แต่ก็ทำให้จางไปบ้างพอสมควร ไม่เห็นชัดเจนเหมือนก่อนแน่นอน
สมุนไพรรักษาเส้นเลือดขอด
สมุนไพรที่เหมาะสำหรับปัญหาเส้นเลือดขอด (Varicose Vein) ก็ คือ บัวบก เพราะบัวบกเพิ่มความแข็งแร็งของผนังหลอดเลือด และเพิ่มออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใกล้หลอดเลือดดำ ทำให้หลอดเลือดสามารบีบตัวได้ดีขึ้น ลดการคั่งค้างของเลือดดำ และยังช่วยลดการอักเสบได้อีกด้วย
โดยรายงานการศึกษาฉบับหนึ่งทดลองในอาสาสมัคร 94 ราย ที่มีอาการบวมและอักเสบจากเส้นเลือดขอดที่ ขา ให้รับประทานบัวบกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าอาการบวมและการอักเสบดีขึ้น มีการไหลเวียนเลือดบริเวณนั้นดีขึ้นด้วย
วิธีรับประทานคือ ใช้ผงบัวบกขนาด 400-500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลาตั้งแต่ 2-6 สัปดาห์ นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมด้วย เช่น อาหารวิตามินซีสูง ผักที่อุดมด้วยสารฟลาโวนอยด์ เช่น ผลไม้ ผักใบเขียว ชาขาว ผักชี หัวหอม ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการทำลายหลอดเลือด ร่วมกับรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง ธัญพืช ถั่ว และถ้าเส้นเลือดโป่งนูนมาก ให้เพิ่มขิง กระเทียม สับปะรด เพื่อลดการสะสมไฟบรินในเส้นเลือด ควรออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้หลอดเลือด อาจใช้วิธีการประคบสมุนไพรเพื่อลดการอุดตัน (ใช้บัวบกตำพอกบริเวณที่เป็นก็ได้) แต่ไม่ควรนวดหรือเค้น คลึงแรงๆ บริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอดเพราะอาจทำให้ลิ่มเลือดที่อุดตันแตกออก แล้วไปอุดตันเส้นเลือดบริเวณอื่น เช่น สมอง ทำให้เส้นเลือดในสมองอุดตันได้ แต่สามารถประคบหรือคลึงเบารอบๆ หรือเหนือเส้นเลือดขอดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดดำก็ได้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : อภัยภูเบศรสาร ประจำเดือน มิถุนายน 2552

สมุนไพรรักษาอาการกระดูกทับเส้น(จากประสบการณ์จริง)


ตามคำมั่นสัญญาครับว่าจะนำตำรับยาที่ผมใช้รักษาตัวเองจากอาการหมอนรองดูกทับเส้นประสาทแล้วทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลันจนต้องถูกส่งเข้ารักษาตัวอย่างเร่งด่วนเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาฉีดยา 4 เข็มรวด_แต่เอาไม่อยู่เจ็บปวดทรมานมาก แต่ก็ต้องออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวต่อที่บ้านด้วยสมุนไพรที่ใครๆก็มองข้ามคิดแค่ว่าพืชชนิดนี้ก็แค่วัชพืชเท่านั้น วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านก็ยังนั่งไม่ได้แต่ก็กัดฟันทนไปเดินหาตัวยาสมุนไพรมาปรุงยารับประทาน กินยาไปวันแรกก็ยังปวดอยู่ยังนั่งไม่ได้ วันที่สองเริ่มนั่งได้บ้างแต่ยังไม่หายปวด
วันที่สามอาการปวดน้อยลงนั่งพับเพียบ-นั่งขัดสมาธิได้
วันที่สี่มีอาการเมื่อยอย่างมากตลอดแนวกระดูกสันหลัง
วันที่ห้าไม่มีอาการเมื่อยที่กระดูกสันหลังอีกแล้วแต่กลายเป็นว่าโล่งตลอดแนวกระดูกสันหลังอาการปวดบริเวณสะเอวก็หายไปจนหมดแต่มีอาการปวดติดขัดบริเวณสลักเพชรแทน
อาการปวดติดขัดบริเวณสลักเพชรปวดๆติดขัดมา 3-4วัน จนมาถึงวันนี้ 27/10/2557อาการต่างๆที่ผมเคยเป็นมานานก็แทบจะหายเป็นปกติแล้ว(จริงๆแล้วตอนนี้ร่างกายดีกว่าก่อนป่่วยครั้งนี้อีก) ถัดจากนี้ไปคือการสร้างหมอนรองกระดูกขึ้นมาใหม่(ผมจะกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้งนึง อิอิ) ซึ่งการสร้างหรือฟื้นฟูหมอนรองกระดูกขึ้นมาใหม่สามารถทำได้ด้วยยาไทยครับ
สำหรับตำรับยาที่ผมใช้นั้นแม่ครูเก๋ อ.เนตรดาว ยวงศรี ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมท่านเมตตาให้มาครับซึ่งท่านบอกว่า "ยาตำรับนี้ได้มาจากแม่นารีหนองหินจังหวัดเลยเธอบอกมาว่าเป็นของคนจีนที่ให้เธอต่อมารักษาคนได้ดีเยอะแล้ว"
วันนี้ผมได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ยาตำรับนี้ต่อไปครับ
ผมเองตลอดระยะเวลาที่อยู่และทำงานในด้านการใช้สมุนไพรรักษาโรคมาสิ่งแรกที่คิดและปฏิบัติเสมอมาถ้ายาตำรับใดที่ไม่ได้ใช้ด้วยตัวเองเป็นหนูลองยาเองแล้วผมก็จะไม่นำออกเผยแพร่เพราะผมเชื่อว่า "สมุนไพรมีคุณอนันต์โทษมหันต์เช่นกัน"
วันนี้ได้ใช้ตัวเองเป็นหนูลองยาเรียบร้อยแล้วจึงได้นำตำรับยานี้ออกเผยแพร่ตามคำอนุญาต และเมื่อท่านผู้ใดได้นำไปใช้แล้วก็ให้ทำบุญอุทิศให้กับท่านเจ้าของตำรับยาด้วยเถิด และผมก็อนุญาตให้กัลยาณมิตรทุกท่านแบ่งปันไปเผยแผ่ต่อไป
ตำรับยา-การปรุงยา-วิธีใช้ 
สมุนไพรต้นต้อยติ่ง_ขุดมาทั้งห้า-ใบ-ดอก-ลูก-ราก-ลำต้น ล้างทำความสะอาดให้สะอาด 3ต้น ตำให้แหลกแล้วเติมเหล้าโรงลงไป 3-4 ช้อนโต๊ัะ แช่ไว้สักครู่นึงเพื่อให้ตัวยาออกมาแล้วจึงคั้นเอาแต่น่้ำ เมื่อได้น่้ำยาออกมาแล้วให้เติมน่้ำเปล่าลงไป 3-4 ช้อนโต๊ัะ แล้วดื่มให้หมดก่อนอาหาร วันละ2ครั้ง 
ส่วนกากยาที่เหลือให้นำไปพอกไว้ตามแนวกระดูกสันหลังและสะเอวเป็นเวลาอย่างนี้ 30 นาที แล้วจึงเอาออก 
ให้ทำยาตำรับนี้เพื่อดื่มและพอกเป็นเวลาติดต่อกัน 1 สัปดาห์
(สำหรับท่านที่ไม่ดื่มสุราก็ลำบากสักหน่อยเหมือนผมทั้งกลิ่นทั้งรสชาติสุดยอดมาก ผมก็เลยนำมาประยุกต์นิดหน่อยเพื่อให้ดื่มได้ง่าย อร่อย และจะได้ไม่คิดว่าเรากำลังกินยา ก็เลยได้ภาพออกมาอย่างที่เห็น ซึ่งสิ่งนี้ผมถือว่าเป็นศิลปะอย่างนึงในการปรุงยาครับ
***ย่้ำน่ะครับ_ยาต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมถึงจะเกิดคุณค่าอย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ คุณ โยธิน บัญญัติพันธุ์
ที่มา..N-Aufait Aufond ขอบคุณคะ